២៦ ធ្នូ ២០២៥៖ ថ្លែងប្រាប់អ្នកសារព័ត៌មាននាល្ងាចថ្ងៃទី២៦ ខែធ្នូនេះ នាយករដ្ឋមន្រ្តីចាំផ្ទះថៃលោក អានុទីន ឆានវីរៈគុល បានថ្លែងថា ថៃនឹងឯកភាពឈប់បាញ់ ៧២ម៉ោង ក្នុងកិច្ចប្រជុំGBCស្អែកនេះ ហើយប្រសិនបើរក្សាការមិនផ្ទុះអាវុធបាន នោះបទឈប់បាញ់នឹងត្រូវចាត់ទុកថាប្រសិទ្ធភាព។ បន្ទាប់ពីរក្សាការឈប់បាញ់ ៧២ ម៉ោងបាន លោក អានុទីន បានចង្អុលបង្ហាញទៀតថា ថៃនឹងព្រមវិលទៅអនុវត្តកិច្ចព្រមព្រៀងសន្តិភាពទីក្រុងគូឡាឡាំពួរ វិញ។ ក្រុមប្រឹក្សាសន្តិសុខជាតិ (NSC) បានសម្រេចបញ្ជូនរដ្ឋមន្ត្រីក្រសួងការពារជាតិ លោក ណាត់ថាក់ផុង ណាក់ផានិច ជាតំណាងឲឱ្យចុះហត្ថលេខាលើសេចក្តីថ្លែងការណ៍រួមជាមួយកម្ពុជានៅថ្ងៃស្អែក។ កិច្ចព្រមព្រៀងសំខាន់ពីរគឺ៖ បទឈប់បាញ់រយៈពេល ៧២ ម៉ោង រួមជាមួយនឹងការដោះលែងទាហានដែលបានចាប់ខ្លួនផងដែរ។ រយៈពេល ៧២ ម៉ោង គិតពីថ្ងៃទី ២៧ ធ្នូ ម៉ោង ១២ ០០ នាទី .ដល់ ២៩ ធ្នូ ម៉ោង ១២ ថ្ងៃត្រង់ដដែល...

Monday, June 1, 2026

ព្រំដែនកម្ពុជា ថៃ--ថ្ងៃទី ០៩ ខែ មិថុនា ឆ្នាំ ២០២៥

ថ្ងៃទី 9 ខែមិថុនា ឆ្នាំ 2025 បានសម្គាល់ពេលវេលាដ៏សំខាន់មួយនៅក្នុងវិបត្តិព្រំដែនថៃ-កម្ពុជា ដែលកើតចេញពីការទាមទារត្រួតស៊ីគ្នា។ នៅថ្ងៃនេះ ភាគីទាំងពីរបានចាប់ផ្តើមរៀបចំតំបន់ឡើងវិញ និងអនុវត្តវិធានការថ្មីៗ ដើម្បីបន្ធូរបន្ថយភាពតានតឹង បន្ទាប់ពីការប៉ះទង្គិចគ្នាដោយហិង្សានៅចុងខែឧសភា។ ព្រឹត្តិការណ៍ និងការវិវឌ្ឍសំខាន់ៗរួមមាន៖ ការចរចាកាត់បន្ថយភាពតានតឹង៖ ប្រទេសថៃ និងកម្ពុជា បានឈានដល់កិច្ចព្រមព្រៀងមួយ ដើម្បីបញ្ជូនកងទ័ពត្រឡប់ទៅទីតាំងដើមរបស់ពួកគេ ដែលបានកំណត់ក្នុងឆ្នាំ 2024 និងបំពេញលេណដ្ឋាន ដើម្បីកាត់បន្ថយការប្រឈមមុខដាក់គ្នា។ ការឆ្លងកាត់ព្រំដែន៖ ម៉ោងបើកនៅចំណុចត្រួតពិនិត្យព្រំដែនមួយចំនួន ត្រូវបានកែសម្រួលមកត្រឹមបីថ្ងៃក្នុងមួយសប្តាហ៍ (ថ្ងៃច័ន្ទ ថ្ងៃពុធ និងថ្ងៃសុក្រ) ជំនួសឱ្យរាល់ថ្ងៃ។ ការចូលដោយមិនបាច់មានទិដ្ឋាការ៖ ក្រសួងការបរទេសថៃ បានកាត់បន្ថយការស្នាក់នៅដែលត្រូវបានអនុញ្ញាតសម្រាប់អ្នកកាន់លិខិតឆ្លងដែនកម្ពុជា ដែលចូលប្រទេសថៃដោយមិនបាច់មានទិដ្ឋាការ ពី 60 ថ្ងៃ មកត្រឹម 7 ថ្ងៃ។ សន្និសីទសារព័ត៌មានយោធា និងការទូត៖ កងទ័ពថៃ បានធ្វើសន្និសីទព័ត៌មានស្តីពីស្ថានភាពសន្តិសុខ ខណៈដែលក្រសួងការបរទេស និងក្រសួងការពារជាតិកម្ពុជា បានចេញសេចក្តីថ្លែងការណ៍បញ្ជាក់ពីជំហររៀងៗខ្លួនដល់សាធារណជន។

วันที่ 9 มิถุนายน 2025 เป็นช่วงเวลาสำคัญใน วิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดจากการอ้างสิทธิ์ทับซ้อน โดยในวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มจัดระเบียบพื้นที่และกำหนดมาตรการใหม่ๆ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดหลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม [1, 2]
เหตุการณ์สำคัญและความเคลื่อนไหวในวันนั้นประกอบด้วย:
การเจรจาลดความตึงเครียด: ฝ่ายไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงในการปรับกำลังพลให้กลับไปยังแนวเดิมเมื่อปี 2024 และมีการกลบคูติดต่อเพื่อลดการเผชิญหน้า [1]
จุดผ่านแดน: มีการปรับเวลาเปิดด่านชายแดนบางจุดให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน (วันจันทร์, พุธ และศุกร์) แทนการเปิดทำการทุกวัน [1]
มาตรการฟรีวีซ่า: กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้สั่งปรับลดระยะเวลาการพำนักสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางกัมพูชาที่เดินทางเข้าไทยแบบฟรีวีซ่า จากเดิม 60 วันให้เหลือเพียง 7 วัน [1]
การแถลงข่าวทางทหารและการทูต: กองทัพบกได้จัดการประชุมชี้แจงสถานการณ์ความมั่นคง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงท่าทีของแต่ละประเทศต่อสาธารณะ

แถลงข่าวเรื่องพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 9 มิถุนายน 2568
วันที่นำเข้าข้อมูล 9 มิ.ย. 2568
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 มิ.ย. 2568
แถลงข่าวเรื่องพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2568 เวลา 14.30 น.

ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook LIVE / TIKTOK LIVE กต.

เมื่อเย็นวานนี้ ฝ่ายไทยได้รับรายงานว่า กองกำลังของฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้ออกสำรวจแนวพื้นที่และแนวคูเลตร่วมกัน และได้มีการกลบฝังพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน พร้อมกับมีการปรับกำลังของทั้งสองฝ่ายให้ไปอยู่ในแนวพื้นที่ที่ได้ตกลงกันไว้ในช่วงสถานการณ์ปกติเมื่อปี 2567 แล้ว


ฝ่ายไทยเห็นว่า พัฒนาการทางบวกล่าสุดนี้ส่งสัญญาณที่ดีและสะท้อนความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาในการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นผลจากการเจรจาในทุกระดับของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหวังว่า จะนำไปสู่การหาทางออกอย่างสันติในระยะยาว เคารพซึ่งกันและกัน และด้วยความจริงใจต่อกัน โดยเฉพาะการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ อีกทั้งเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีที่จะนำไปสู่การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยเขตแดนไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 วันจากนี้

สำหรับกลไก JBC จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เป็นกลไกทางเทคนิคเพื่อหารือเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมจำนวน 10 ครั้ง (สมัยสามัญ 5 ครั้ง และสมัยวิสามัญ 5 ครั้ง) โดยการประชุมครั้งล่าสุด (สมัยสามัญ ครั้งที่ 5) จัดขึ้นเมื่อปี 2555 ที่กรุงเทพฯ โดยการทำงานของ JBC ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา มีความคืบหน้าในหลายพื้นที่ ดังเช่นในกรณีของสะพานมิตรภาพไทย – กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท) รวมถึงการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี ตามที่เคยได้แจ้งข้อมูลให้ทราบก่อนหน้านี้แล้ว


ฝ่ายไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุม JBC ครั้งต่อไปที่ฝ่ายกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ที่กรุงพนมเปญ จะสามารถช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในภาพรวมที่ยังคงมีความเปราะบางในขณะนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน และนำไปสู่การหาทางออกที่ยั่งยืนในท้ายที่สุด พร้อมกันนี้ ขอยืนยันความพร้อมของฝ่ายไทยที่จะเข้าร่วมการประชุม JBC ด้วยความสุจริตใจ (in good faith) และหวังจะได้เห็นความร่วมมือและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีดียิ่งขึ้น


รัฐบาลไทยขอยืนยันความเชื่อมั่นว่า การใช้กลไกที่ไทยและกัมพูชามีอยู่ระหว่างกัน เช่น JBC ควบคู่ไปกับกลไกคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC และการเจรจาทวิภาคีในทุกระดับ ทั้งในส่วนของทหารและพลเรือน รวมไปถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศจะเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศทั้งสองในฐานะครอบครัวสมาชิกอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข


ขอใช้โอกาสนี้ย้ำความเข้าใจในเรื่องของมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนต่าง ๆ ว่า ยังคงดำเนินต่อไปตามการประเมินฝ่ายความมั่นคง ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ศอ.ปชด.) ได้มีประกาศที่จะยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น การตัดกระแสไฟฟ้า การระงับสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ การควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ที่อาจจะนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ อีกด้วย โดยจะได้นำเสนอมาตรการดังกล่าวต่อ
สภาความมั่นคงแห่งชาติต่อไป


กระทรวงการต่างประเทศยังคงขอความร่วมมือพี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยัน และหลีกเลี่ยงการขยายข่าวที่อาจปลุกระดมหรือเป็นการกล่าวหาอีกฝ่ายโดยยังไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดประเด็นขัดแย้งเพิ่มเติ

No comments:

Post a Comment